ศัพท์ forex ที่ ควร รู้ และพื้นฐาน ในการทำกำไร จากตลาดค่าเงิน

ศัพท์ forex ที่ ควร รู้ 2

ศัพท์ forex ที่ ควร รู้
คำศัพท์น่ารู้ในการเทรด Forex

 

     หลายคนอาจจะสงสัยว่า Forex คืออะไร ฟอเร็กซ์ หรือ FX นั้น ย่อมาจากคำว่า Foreign Exchange หมายถึง การซื้อขายแลกเปลี่ยน อัตราสกุลเงินในตลาดระหว่างประเทศ เทรดได้ 24 ชม. ทำกำไรกัน ทั้งวันทั้งคืน ก่อนจะทำกำไรได้นั้น เรามาศึกษา คำศัพท์ forex ที่ควรรู้ และวิธีทำกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงินแห่งนี้กันดีกว่าครับ เพื่อจะได้อยู่รอดในตลาด ที่ โหด หิน เช่นนี้

Pips คือ

คือ หน่วยที่นักเทรดเดอร์คนไทยนิยมใช้เรียกค่าของจุดทศนิยมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น สมมุติว่า ราคา EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.50000 ผ่านไป 1 ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ 1.50010 หมายความว่า ราคานั้นสูงขึ้น 10 Point หรือ 1 Pips 

 

Lot คือ

คือ การแสดงมูลค่าของ Pips ในขณะนั้นว่า 1 Pipsมีมูลค่าเท่าไหร่ โดยการคำนวณของแต่ละ Broker นั้นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังสามารถบอกได้ว่ามูลค่ของ Pips ขณะที่เทรดนั้นมีค่าเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น เทรดคู่เงิน EUR/USD ซึ่งราคาตอนนั้นอยู่ที่ 1.30000 เลือกบัญชี Mini ที่มี Standard Lot อยู่ที่ 10,000 Unit และเลือกที่จะเทรดด้วยขนาด 0.01 Lot ก็จะมีการคำนวณ ดังนี้

(0.01 x 1.30000) x 10,000 = 130

หมายความว่า ในขณะนั้น 1 Pips มีมูลค่า = 130 นั่นเอง

 

Bid Price คือ

(Sell) ราคาที่จะขาย โดยมีหลักการจำว่า Bid ต้องอยู่ต่ำกว่า Ask เสมอ ซึ่งจุดที่ Broker จะเปิด Order ให้อยู่ที่ราคา Bid ทำให้เวลาที่ขายจึงได้ราคา Bid และติดลบหรือขาดทุนเสมอ

 

Ask Price คือ

(Buy) ราคาที่จะซื้อ โดยมีหลักการจำเช่นเดียวกันว่า Bid ต้องอยู่ต่ำกว่า Ask เสมอ เวลาที่ทำการสั่งซื้อ (Buy) เราจะได้ซื้อที่ราคาจุด Ask และส่วนต่างหรือระยะห่างระหว่าง Ask Price กับ Bid Price ก็คือที่เรียกกันว่า Spread นั่นเอง 

spread-in-forex-trading

Spread คือ

ส่วนต่างหรือระยะห่างระหว่าง Bid price กับ Ask Price ซึ่งในส่วนนี้เป็นประเด็นหลักที่จะทำให้ Broker ได้เงินจากเรา เมื่อเข้าไป BUY หรือ Sell Pips ในแต่ละ Order จะต้องขาดทุนหรือติดลบเสมอ เนื่องจากต้องเสียให้กับ Broker ซึ่งแต่ละช่วงเวลาจะมี Spread ที่ไม่เท่ากัน เช่น ช่วงที่ราคากำลังพุ่งขึ้นสูง เรามี Pips ในใจแต่เมื่อเข้าไปจริงๆ กลับได้ Pips ที่สูงกว่าที่ตั้งใจ หรือเวลาที่ราคานิ่งๆอยู่ตัว เมื่อเราเข้าไปก็จะได้ Pips ตามที่ตั้งใจไว้ ความแตกต่างนี้ คือ Spread นั่นเอง

 

SL คือ

Stop Loss หรือ Cut Loss หมายถึง “การหยุดขาดทุน” หรือ “การหยุดความเสียหาย” เป็นจุดที่เรารับความเสี่ยงได้มากสุด ดังนั้นจึงควรจะบริหารความเสี่ยงให้เป็น (Risk Management) คนที่เข้าใจเรื่อง Stop Loss จำเป็นจะต้องเข้าในเรื่องการลงทุนด้วย และสามารถกำหนดจุด SL ได้เลยในการเทรด Forex

 

TP คือ

Take Profit หมายถึง “การเอากำไร” หรือ “การทำกำไร” ซึ่งมีความคล้ายกับ SL โดย TP เป็นการกำหนด Pips ในแต่ละ Order ว่ามีความพอใจที่จะเอากำไรเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง โดยการตั้งราคาขายไว้เลยไม่ต้องนั่งเฝ้าจอ ซึ่งการเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งจำเป็นจะต้องมีการฝึกบริหารเรื่อง TP และ SL บ่อยๆ

 

Order คือ

คำสั่งในการซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินที่ส่งไปยัง Broker โดยการส่งคำสั่งจะมีเพียง 2 แบบเท่านั้นคือ การส่งคำสั่งเพื่อซื้อ(Buy) และการส่งคำสั่งเพื่อขาย(Sell) 

Broker คือ

ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างเทรดเดอร์และตลาดกลาง  มีหน้าที่รวบรวมคำสั่งซื้อขายจากเทรดเดอร์รายย่อยส่งไปยังตลาดกลาง จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการเทรด Forex ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุน ในการซื้อขายหรือเทรด Forex จะมี Broker (โบรกเกอร์) จากต่างประเทศเท่านั้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีกฏหมายรองรับ

 

Trader คือ

บุคคลที่ซื้อขายทรัพย์สินทางการเงิน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้รับประโยชน์จากการซื้อขายหรือเทรด เช่น ตราสารหนี้ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น

 

Indicator (อินดิเคเตอร์) คือ

เป็นตัวชี้วัด ใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางของราคาและใช้ในการตัดสินใจซื้อขาย โดยการนำตัวเลขข้อมูลดิบของราคาหรือปริมาณการซื้อขาย มาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์

ศัพท์ forex ที่ ควร รู้ 2

 

Leverage คือ

เป็นสิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์มีอำนาจซื้อขายได้มากยิ่งขึ้นแบบทวีคูณ Leverage ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้มีอำนาจในการซื้อมากยิ่งขึ้น โอกาสที่จะได้กำไรหรือขาดทุนก็มากตามไปด้วยตัวอย่างเช่น

Leverage 1:1 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $1,000

Leverage 1:100 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $100,000

Leverage 1:1,000 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $1,000,000

 

Money Management คือ

การบริหารจัดการเงินทุน ซึ่งเป็นตัวที่สำคัญมากหากเทรดเดอร์ไม่มี Money Management อาจทำให้ขาดทุนจนต้องล้างพอร์ตได้ เช่น เทรดได้กำไรมาต่อเนื่องแต่ภาพรวมยังติดลบหรือขาดทุนด้วย Order เดียว  เทรดด้วย Lot ใหญ่เวลาได้กำไรก็ได้กำไรมาก แต่เวลาขาดทุนก็ขาดทุนมากเหมือนกัน ดังนั้น เทรดเดอร์จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จัก Money Management

 

 

Chart คือ

กราฟราคา เป็นสิ่งที่ทฤษฎีของวิชาการใช้วิเคราะห์ทางเทคนิค โดยให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของราคา เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการศึกษาความรู้ในการซื้อขายหรือเทรด Forex ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะสะท้อนมาในรูปแบบของกราฟราคา

 

Time Frame คือ

 

 

Time Frame หรือ TF คือ

กรอบเวลา ซึ่งในการซื้อขายหรือเทรด Forex เทรดเดอร์จะซื้อขายด้วยตัวโปรแกรม MT4 โดยตัวโปรแกรม MT4 ก็จะมีหลาย TF ด้วยกันได้แก่ M1, M5, M15, M30, H1, H4, D1, W1, MN

 

M       คือ   Minute   แปลว่า นาที

H       คือ    Hour   แปลว่า ชั่วโมง

D       คือ    Day   แปลว่า วัน

W      คือ Week     แปลว่า อาทิตย์

MN    คือ   Month     แปลว่า เดือน

ตัวอย่างเช่น 

ถ้าเลือก TF M15 หมายความว่า กราฟราคานั้นแสดงค่าในช่วงเวลา 15 นาทีและว่าถ้าหากเลือกรูปแบบกราฟเป็นกราฟแท่งเทียนก็หมายความว่า แท่งเทียน 1 แท่งจะมีค่าเท่ากับ 15 นาที

 

Trend หรือ (แนวโน้ม) คือ

การคาดการณ์ราคาว่าจะมีทิศทางไปทางใด โดยแนวโน้มจะมี 3 ประเภท ได้แก่ Uptrend (แนวโน้มขาขึ้น)  Drowntrend (แนวโน้มขาลง) Sideway (แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง)

 

Balance คือ

เงินในบัญชี แบบไม่เรียลไทม์ หากมี Order ที่ยังไม่ปิด บัญชีก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

Equity คือ

เงินในบัญชี แบบเรียลไทม์ หากมี Order ที่ยังไม่ปิด บัญชีก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

Margin คือ

เงินที่ใช้ไป หรือเงินที่ Broker เก็บไว้เป็นประกันหากทำการปิด Order เมื่อไหร่โบรกเกอร์ก็จะคืนเงินส่วนนี้ หรือที่เรียกว่า เป็นเงินทุนที่อยู่ในบัญชี Forex ของเรา

 

Drawdown คือ

ช่วงเวลาการขาดทุนสะสม ส่วนช่วงเวลาขาดทุนสูงที่สุดเราเรียกว่า Maximum Drawdown ทั้งสองตัวนี้เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์จะต้องเจอ จึงควรมี Money Management

 

Scalping Forex คือ

เป็นเทคนิคการเทรดแบบเข้าออก Order อย่างรวดเร็วหรือการทำกำไรอย่างรวดเร็ว 

เน้นเก็บกำไรน้อยๆแต่เก็บหลายๆ Order สามารถทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด การ Scalping จะมีจุด Stop loss ที่ไม่กว้างมาก จึงทำให้ตัดสินใจไม่ยากหากต้องการหยุดการขาดทุน

 

Non-Farm (นอนฟาร์ม) คือ

ข่าวที่มีผลกระทบต่อสกุลเงิน เป็นตัวเลขของการจ้างงานของคนในธุรกิจต่างๆ ยกเว้นเกษตรกรรมมักจะประกาศในทุกสัปดาห์ของต้นเดือน หากตัวเลขที่ออกมาสูงกว่าค่าที่คาดการณ์ถือว่าเป็นข่าวดีส่งผลให้สกุลเงินนั้นเป็นบวก หากตัวเลขที่ประกาศออกมามีค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ถือว่าไม่ดีส่งผลให้สกุลเงินนั้นตกลง

 

Take Profit คือ

จุดทำกำไร เมื่อเรามาถูกทางเราจะทำการ Take Profit จะแตกต่างกับ Stop Loss คือ จุดหนีเมื่อมาผิดทาง

 

แนวรับ (Support) คือ 

จุดที่ราคามีการกลับตัวตรงบริเวณนั้นหรือราคาผ่านบริเวณนั้นไปไม่ได้อย่างน้อย 2 จุด

 

แนวต้าน (Resistance) คือ 

จุดที่ราคามีการกลับตัวตรงบริเวณนั้นหรือราคาผ่านบริเวณนั้นไปไม่ได้อย่างน้อย 2 จุด

 

Overbought Oversold คือ

Overbought หมายถึง การซื้อมากเกินไป ซื้อมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจจะทำให้มีแรงขายตีเข้ามา

Oversold หมายถึง การขายมากเกินไปมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจจะทำให้มีแรงซื้อตีเข้ามา

 

Gap คือ

ช่องว่างของกราฟราคา เป็นการเกิดจากการเคลื่อนที่แบบก้าวกระโดดของราคา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กราฟเคลื่อนที่อย่างรุนแรง

 

Hedge คือ

การเปิด Order ทั้ง Buy และ Sell ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบหนึ่ง 

Forex Correlation คือ

ค่าความสัมพันธ์ของคู่เงิน หากคู่เงินมีความสัมพันธ์กันก็สามารถวิเคราะห์การขึ้นลงได้จากคู่เงินนั้น เช่น หากคู่เงิน EUR/USD สัมพันธ์กันกบคู่เงิน GBP/USD หากคู่เงิน EUR/USD มีการปรับตัวขึ้น ก็จะมีโอกาสสูงที่คู่เงิน GBP/USD จะปรับตัวขึ้นเช่นกัน

 

Bull Market (ตลาดกระทิง) คือ

ตลาดที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น หรือ Uptrend (แนวโน้มขาขึ้น) เป็นการเปรียบเทียบเมื่อราคามีการขวิดขึ้น ก็จะเหมือนกับกระทิงขวิด จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่า “Bull Market หรือ ตลาดกระทิง ”

 

 Bear Market (ตลาดหมี) คือ

ตลาดที่มีแนวโน้มขาลง หรือ Drowntrend (แนวโน้มขาลง) เป็นการเปรียบเทียบเหมือนเวลาที่หมีใช้มือตบเหยื่อลง เหมือนช่วงเวลานั้นมีการตบราคาลง จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่า “Bear Market หรือ ตลาดหมี”

Read Previous

Forex คืออะไร ทำไมนักลงทุนจึงนิยมเทรด ในตลาด forex

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!