กราฟแท่งเทียน คืออะไร Candlestick Chart

กราฟแท่งเทียน

ในการซื้อขาย หรือเทรด Forex สิ่งที่สำคัญมากๆ อีกหนึ่งเรื่อง ที่นักเทรดทั้งมือใหม่และมือเก่า จะต้องศึกษาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ กราฟแท่งเทียน คืออะไร เนื่องจากกราฟแท่งเทียนนี้ จะเป็นตัวที่ช่วยเราวิเคราะห์ตลาด Forex ได้ ยิ่งวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนได้ชำนาญ ก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มาก ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับกราฟแท่งเทียน กันเลยดีกว่าครับ

กราฟแท่งเทียน คืออะไร

กราฟแท่งเทียน หรือ Candlestick Chart ก็คือ กราฟที่แสดงผลในตลาด Forex ซึ่งจะมีลักษณะที่คล้ายกับแท่งเทียน โดยจะมีส่วนของไส้เทียน และแท่งเทียน สำหรับในตลาด Forex นั้น กราฟแท่งเทียน ถือว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก และในปัจจุบันเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ ใช้กราฟแท่งเทียนในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ในตลาด Forex เพราะสามารถให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งราคาปิด, ราคาเปิด,  ราคาสูงสุด, ราคาต่ำสุด ซึ่งจะมีความคล้ายกับตัวกราฟแท่งเป็นอย่างมาก

แต่จะมีสิ่งที่เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ Real  Body (ตัวเทียนหรือเนื้อเทียน) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะสามารถบอกว่า กราฟแท่งเทียนนั้น มีแรงซื้อหรือแรงขายมากกว่ากัน และยังใช้กราฟแท่งเทียน ไปร่วมวิเคราะห์กับเทคนิคอื่นๆ ได้อีก เช่น Price Action, Chart Pattern นั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของกราฟแท่งเทียน  

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคโดยอาศัยกราฟแท่งเทียนนั้น เจ้าของตำรับที่แท้จริง คือ ชาวญี่ปุ่น เขาคือ Mr.Munehisa  Homma ซึ่งมีความเป็นมา คือ เมื่อครั้งก่อนในสมัยอดีตช่วงประมาณ 200 กว่าปี ท่านได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าว ประสบความสำเร็จจนร่ำรวย รัฐบาลญี่ปุ่นสมัยนั้นจึงได้แต่งตั้งให้ท่าน เป็นที่ปรึกษาด้านการคลัง

โดยท่าน Munehisa Homma  เกิดในปี 1724 ในครอบครัวที่ร่ำรวยและทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าว เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการค้าข้าวเป็นอย่างยิ่ง มีความเข้าใจในตลาด เข้าถึงและรู้ซึ้งในอารมณ์ของผู้ซื้อเป็นอย่างดี ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล นิสัยของผู้ซื้อ-ผู้ขายในแต่ล่ะครั้ง  มาทำการวิจัยในเชิงจิตวิทยา แล้วกำหนดให้อยู่ในรูปแบบแท่งเทียน ทำการเก็บประวัติและสถิติ จากนั้นนำไปคำนวน ศึกษาหาแนวโน้มต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น 

เหตุผลโดยสรุป ที่นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมนำกราฟแท่งเทียน มาวิเคราะห์ในเชิงเทคนิค เพื่อช่วยในการติดสินใจ คือ  กราฟแท่งเทียน มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ เพื่อใช้สำหรับการซื้อขาย เพราะประกอบไปด้วย ราคาเปิด, ราคาปิด, ราคาสูงสุด, ราคาต่ำสุด โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาสร้างเป็นกราฟแท่งเทียนเพียงแท่งเดียว

กราฟแท่งเทียน 1 แท่ง สามารถอธิบายอารมณ์ และบรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้เป็นอย่างดี กราฟแท่งเทียนสามารถบอกได้ว่า การซื้อขาย ณ ขณะนั้น  ใครมีพลังมากกว่ากันระหว่าง กระทิงกับหมี หรืออีกในหนึ่งก็คือ มีแรงส่งไปทางขึ้นหรือลง นั่นเอง สามารถบอกได้ว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป มีโอกาสที่กราฟจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง

ซึ่งหมายความว่า ตัวกราฟแท่งเทียน สามารถอ่านสัญญาณซื้อขายได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีดัชนีอื่นๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ซื้อขาย ซึ่งถือว่า มีความสำคัญมากใน การเทรด forex และอาจสามารถช่วยให้คุณทำกำไรได้อย่าต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จในการเทรด forex

วิธีอ่าน กราฟแท่งเทียน คืออะไร 

 กราฟแท่งเทียนประกอบด้วย 

 -ราคาสูงสุด (High) คือจุดสูงสุดที่ราคาเคยไปถึง

  • ราคาปิด (Close) คือ จุดที่ราคาปิด 
  • ตัวเทียน (Real Body) คือระยะห่างระหว่างราคาปิดกับราคาเปิด 
  • ราคาเปิด (Open) คือจุดที่ราเปิด 
  • ราคาต ่าสุด (Low) คือจุดต ่าสุดที่ราคาเคยไปถึง 

ส่วนตัวเทียนที่เป็นคนละสีนั้น หมายถึง แท่งเทียนที่เป็นขาขึ้น (แท่งสี เขียว) เราจะเรียกว่า Bullish หรือที่เรียกกันว่า ตลาดกระทิง จะมีลักษณะที่ ราคาเปิดอยู่ต่ำกว่าราคปิด ส่วนแท่งที่เป็นขาลง (แท่งสีแดง) เราจะเรียกว่า Bearish หรือที่เรียกว่า ตลาดหมี จะมีลักษณะที่ ราคาเปิดอยู่สูงกว่าราคาปิด และสิ่งที่ สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า แท่งเทียนแท่งนั้นมีแรงซื้อหรือแรงขายมากน้อยเพียงใด หรือเป็นแท่งเทียนที่ แข็งแรงหรือไม่ เช่น 

  • ถ้าแท่งเทียนมีตัวเทียนหรือเนื้อเทียนที่ยาวมากๆ แสดงว่า แท่งเทียนแท่งนั้นมีแรงซื้อ-ขายที่แข็งแรง 
  • ถ้าแท่งเทียนมีตัวเทียนหรือเนื้อเทียนสั้น แสดงว่าตลาดช่วงนั้นมีการซื้อ-ขายน้อย จึงทำให้กราฟแท่งเทียนขยับค่อนข้างตัวน้อย 
  • ถ้าแท่งเทียนมีลักษณะที่เป็นแท่งยาวๆ และไม่มีไส้เทียนเลย แสดงว่า แท่งเทียนแท่งนั้นเป็น Bullish (ตลาดกระทิง) หรือ  Bearish (ตลาดหมี) ที่แข็งแรงมาก 

การใช้ กราฟแท่งเทียน คืออะไร หารูปแบบของ Price Action 

Price Action คือ รูปแบบของกราฟราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเทรดเดอร์จะนำ Price Action มาคาดการณ์กราฟราคาในอนาคต ว่ามันจะไปทิศทางไหน ซึ่งจะใช้กราฟแท่งเทียนในการหา Price Action เพราะเชื่อกันว่า ราคาในตลาดได้สะท้อนทุกอย่างในรูปแบบของกราฟแท่งเทียนไว้หมดแล้ว 

รูปแบบแท่งเทียน Down bar (Bearish bar) มี 4 ข้อ ดังนี้ 

1. เป็นกราฟแท่งเทียนที่ทำ High สูงขึ้น และ Low สูงขึ้น และต้องสูงขึ้นกว่าแท่งก่อน 

2. กราฟแท่งเทียนจะมีลักษณะเป็นสีเขียว และราคาปิดต้องสูงกว่าราคาเปิด 

3. แต่บ่างครั้งกราฟแท่งเทียนก็จะเป็นสีแดง ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด 

4. แต่มีข้อแม้ว่า กราฟแท่งเทียนที่เป็นแดงต้องทำ High สูงขึ้น และ Low สูงขึ้น และต้องสูงขึ้นกว่าแท่งก่อน ถึงจะเรียกว่า  Bullish bar (Up bar)

รูปแบบแท่งเทียน Inside bar (Narrow range bar) มี 3 ข้อ ดังนี้

1. เป็นกราฟแท่งเทียนที่ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อน แต่ Low สูงขึ้น และสูงขึ้นกว่าแท่งก่อน 

2. ซึ่งเป็นรูปแบบที่ราคาบีบตัวแคบลง เพราะว่าราคายังไม่สามารถเลือกทิศทางได้ 

3. แต่ถ้าราคาฝั่งไหนที่มีแรงซื้อหรือแรงขายมากกว่าก็จะไปฝั่งนั้น 

รูปแบบแท่งเทียน Outside bar (Mother bar) มี 2 ข้อดังนี้

1. เป็นกราฟแท่งเทียนที่ทำ High สูงขึ้นกว่าแท่งก่อน แต่ Low จะต่ำลงกว่าแท่งก่อน 

2. ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถบอกว่า กราฟราคาได้เลือกข้างแล้ว เพราะว่า มีแรงซื้อหรือแรงขายที่มากกว่า

รูปแบบแท่งเทียน Pin bar

รูปแบบแท่งเทียน Pin bar จะเป็นกราฟแท่งเทียน ที่เปรียบเหมือนมีการปฎิเสธของราคา ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. Bullish pin bar จะมีลักษณะไส้เทียนยาวๆ ข้างล่าง และเนื้อเทียนน้อย และเนื้อเทียนต้องน้อยกว่าไส้เทียนประมาณ 1  ใน 4 ของไส้เทียน อธิบายง่ายๆ ก็คือ แท่งเทียนนั้นมีแรงซื้อลงมาระหว่างวัน แต่สุดท้ายแรงขายก็กลับเข้ามาจนชนะแรงซื้อ ได้จึงทำให้ราคากลับขึ้นไป มีความหมายว่า แท่งเทียนนั้นมีแรงซื้อมากว่าแรงขาย นั่นเอง 

2. Bearish pin bar จะมีลักษณะไส้เทียนยาวๆ ข้างบน และเนื้อเทียนจะน้อยมากประมาณ 1 ใน 4 ของไส้เทียน อธิบายง่ายๆ ก็คือ แท่งเทียนนั้นมีแรงซื้อลงมาระหว่างวัน แต่สุดท้ายแรงขายก็กลับเข้ามาจนชนะแรงซื้อได้ จึงทำให้ราคากลับลงมา  ความหมายว่า แท่งเทียนนั้นมีแรงขายมากว่าแรงซื้อ นั่นเอง 

สรุปเรื่อง กราฟแท่งเทียน คืออะไร

จากบทความที่ทุกท่านได้อ่านมานั้น คุณคงเห็นแล้วใช่ไหม? ว่ากราฟแท่งเทียนมีความสำคัญอย่างมากในตลาด Forex เพราะว่า สามารถให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งราคาปิด, ราคาเปิด, ราคาสูงสุด, ราคาต่ำสุด และยังมีตัวเนื้อเทียน ที่สามารถบ่งบอกได้ว่า กราฟแท่งเทียนนั้นมีแรงซื้อ หรือแรงขายมากกว่ากัน ทำให้เทรดเดอร์ทั่วโลกนิยมใช้ในการวิเคราะห์ตลาด Forex มากที่สุด เมื่อเข้าใจกันแล้วลุยกันต่อได้เลยครับ หรือใครที่ต้องการความรู้เพิ่มเติม ก็สามารถติดตามเราได้ ที่นี่… คลิก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น