Hedge คืออะไร ? คำศัพท์พื้นฐาน Forex ปี 2021

Hedge คืออะไร

บรรดานักเทรดมือใหม่ทั้งหลาย อาจจะคุ้นหู เลยเคยเห็นกันมาบ้างกับคำว่า Hedge แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมาย หรือการใช้งาน ว่ามันมีไว้เพื่ออะไร เป็นผลดีหรือผลเสียต่อการเทรดของเราอย่างไร ในวันนี้ ทางเว็บของเราจึงจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกันว่า Hedge คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร ในการซื้อขายหรือเทรด Forex ดังต่อไปนี้

คำว่า Hedge คืออะไร

คำว่า Hedge ในพจนานุกรม แปลว่า “วิธีการป้องกันจากการสูญเสีย” และในแวดวงการเงินการลงทุน Hedge หรือ Hedging ก็คือ การกระทำที่เป็นไปเพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง” จากการสูญเสียเงินที่ลงทุนไป เราจะเห็นว่า ในโลกของการลงทุนมีกองทุนประเภท ที่เรียกว่า Hedge Fund ซึ่งก็แปลตรงตัวว่า “กองทุนที่จะปกป้องเงินให้กับคุณ” ในขณะที่พยายามทำกำไร

Hedge คือ การเปิดสถานะการซื้อขายใดๆ เพื่อเป็นการชดเชยความเสี่ยง (Offset) จากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในอนาคต เป็นธุรกรรมทางการเงินพื้นฐานที่พบบ่อยได้ทั่วไปในบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้า

โดยการ Hedge จะทำให้บริษัทได้รับ “ผลกำไรเป็นตัวเงิน” เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกี่ยวกับราคา เช่น ค่าเงินที่แข็งหรืออ่อน, ราคาวัตถุดิบอาหารที่ทำให้ต้นทุนของร้านอาหารผันผวน

นั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้เกิดกลยุทธ์ Hedging โดยแทบจะทุกบริษัทหรือเทรดเดอร์ จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาทำ Hedging เพื่อเป็นการลดหรือขจัดความเสี่ยงในด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ตลาดการเงินก็มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็เพื่อสนับสนุนธุรกรรมการเทรด แบบ Hedging เพราะมันจะทำให้ธุรกิจสามารถป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างสมบูรณ์ เช่น สายการบินที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานซึ่งสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ตัวอย่าง Hedge คืออะไร

ยกตัวอย่าง บริษัทข้ามชาติของสหรัฐอเมริกาที่แม้จะได้รับรายได้เป็นสกุลเงินต่างๆ แต่ก็ต้องปรับและรายงานรายได้ รวมถึง “จ่ายเงินปันผลเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น บริษัทนี้ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินต่างประเทศ มาเป็นสกุลเงินดอลลลาร์สหรัฐ ดังนั้น จะมีปัญหาที่เห็นได้ชัดในกรณีดังนี้

• ถ้าสกุลเงินต่างประเทศอ่อนค่ามากๆ เวลาแลกคืนกลับมาเป็น USD ก็จะทำให้ปริมาณของ USD น้อยลง

• สกุลเงินต่างประเทศอาจจะไม่ได้อ่อนค่าผิดปกติ แต่เป็นสกุลเงิน USD เองที่แข็งค่า ผลลัพธ์ก็คือ เวลาแลกคืนกลับมาเป็น USD ก็จะทำให้ปริมาณของ USD น้อยเช่นกัน

การ Hedging เพื่อเป็นการชดเชยความเสี่ยงในกรณีนี้ จะได้แก่ การซื้อตราสารที่อ้างอิงกับสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ถ้ารายรับเป็นสกุลเงิน GBP ของสหราชอาณาจักร ก็ต้องซื้อสัญญาว่าจะซื้อ GBP ที่ราคาหนึ่งๆ ไว้ (ตราสารฟิวเจอร์ส) ซึ่งถ้าค่าเงิน GBP แข็งค่าขึ้น บริษัทก็จะได้รับเงินชดเชย แต่ถ้า GBP อ่อนค่า ตราสารที่ซื้อไว้ก็จะไม่มีมูลค่าใดๆ แต่เราจะถือว่าเป็นเงินที่หายไปเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยง

หรืออย่างกรณีของสายบินข้างต้น ที่จะมีปัญหาเวลาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้น เพราะทำให้ต้นทุนการออกบินแต่ละครั้งสูงขึ้น แน่นอนว่า ในกรณีนี้ สิ่งที่สายการบินต้องทำก็คือการ Hedging ด้วยการซื้อตราสาร Cruide Oil ไว้ล่วงหน้า

หากคิดง่ายๆ จะเห็นว่า การ Hedging ก็เหมือนจะซื้อ “สิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ถ้าเราไม่ชอบให้ค่าเงิน GBP แข็งค่า เราจะซื้อ GBP ไว้ ถ้าไม่ชอบให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น เราจะก็ซื้อตราสาร Crude Oil เก็บไว้ อย่างไรก็ตาม ตราสารสำหรับการ Hedging ไม่ได้มีแค่การป้องกันในกรณีที่สินทรัพย์ใดๆ มีมูลค่าสูงขึ้น แต่ยังสามารถซื้อเพื่อป้องกันในกรณีที่สินทรัพย์ที่มูลค่าลดลงได้ด้วย

เช่น กรณีที่บริษัทถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สิ่งที่บริษัทไม่ต้องการก็คือการที่ USD อ่อนค่าลง ดังนั้น บริษัทจะซื้อตราสารที่ป้องกันการเสื่อมค่าที่เรียกว่า “Short” หรือถ้าซื้อ Option จะเป็นกรณีซื้อตราสาร “Put” ในตลาด Option ซึ่งเมื่อ USD เสื่อมค่าลง บริษัทก็จะได้รับเงินชดเชยจากตราสารที่ซื้อไว้

ตัวอย่าง การทำ Hedge คืออะไร

• คุณเปิดออเดอร์ Buy และ Sell ในราคาเดียวกัน

• ถ้าราคาเคลื่อนที่ไปข้างบน ให้คุณเตรียมตัว ปิดออเดอร์ Sell

• ถ้าราคาเคลื่อนที่ไปข้างล่าง ให้คุณเตรียมตัว ปิดออเดอร์ Buy

Tips : ถ้าให้ดีคุณควรวิเคราะห์ให้มั่นใจก่อนว่า ราคาจะไปตามแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ แล้วค่อยปิดออเดอร์ที่ผิดทางทิ้งไป

การทำ Hedge ต้องเสียค่า Spread

Hedging นั้นเป็นเทคนิคที่ดีอีกเทคนิคหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกกับการที่คุณต้องเสียค่า Spread (สเปรด) เพิ่มขึ้นด้วย และ สำหรับบางโบรกเกอร์นั้น ไม่อนุญาติให้เทรดเดอร์ทำการ Hedging หากว่าคุณจะใช้เทคนิคนี้ ก็ควรศึกษาเงื่อนไขกับโบรกเกอร์ที่คุณเลือกเปิดบัญชีด้วย ว่าทางโบรกเกอร์นั้นๆ ได้อนุญาติให้คุณทำการ Hedging หรือไม่                       

ตัวอย่าง คู่เงิน EUR/USD

• คุณได้เปิดออเดอร์ Buy ขนาด 1 Lot ที่ราคา 1.2000 เวลา 19.00 น. และ เปิดออเดอร์ Sell ขนาด 1 Lot ที่ราคา 1.2000 เวลา 19.00 น.

• ซึ่งเป็นการเปิดออเดอร์พร้อมกันทั้งสองฝั่ง ในราคาเดียวกัน จำนวน Lot เท่ากัน และ เวลาเดียวกัน

• เนื่องจากคุณไม่ใจว่า ราคาจะไปทางไหน คุณเลยทำการใช้เทคนิคแบบนี้ และไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง คุณก็จะไม่มีทางขาดทุน

• เพราะถ้าออเดอร์ไหนได้กำไร อีกออเดอร์ก็จะขาดทุนในราคาที่เท่ากัน เท่ากับว่าคุณจะไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุน เพราะว่าคุณ Buy และ Sell ในราคาเดียวกัน

• แต่ถ้าคุณวิเคราะห์แล้วว่า ราคาจะไปทางไหน ก็ให้ปิดออเดอร์ฝั่งตรงข้าม อย่างเช่น คุณวิเคราะห์แล้วว่าราคาน่าจะลงต่อ ก็ให้คุณปิดออเดอร์ Buy และถือออเดอร์ Sell ต่อไป

• ถ้าหากว่าออเดอร์ Sell ของคุณนั้น เคลื่อนที่ไปถูกทาง คุณก็จะได้กำไร

ตัวอย่าง คู่เงิน USD/JPY

• คุณได้เปิดออเดอร์ Buy ขนาด 1 Lot ที่ราคา 100.550 เวลา 20.00 น. และ เปิดออเดอร์ Sell ขนาด 1 Lot ที่ราคา 100.550 เวลา 20.00 น.

• ซึ่งเป็นการเปิดออเดอร์พร้อมกันทั้งสองฝั่งในราคาเดียวกัน จำนวน Lot เท่ากัน และ เวลาเดียวกัน

• เนื่องจากคุณไม่ใจว่าราคาจะไปทางไหน คุณเลยทำการใช้เทคนิคแบบนี้ และไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง คุณก็จะไม่มีทางขาดทุน

• เพราะถ้าออเดอร์ไหนได้กำไรอีกออเดอร์ก็จะขาดทุนในราคาที่เท่ากัน เท่ากับว่าคุณจะไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุน เพราะว่าคุณ Buy และ Sell ในราคาเดียวกัน

• แต่ถ้าคุณวิเคราะห์แล้วว่าราคาจะไปทางไหน ก็ให้ปิดออเดอร์ฝั่งตรงข้าม อย่างเช่น คุณวิเคราะห์แล้วว่าราคาน่าจะขึ้นไปต่อ ก็ให้คุณปิดออเดอร์ Sell และถือออเดอร์ Buy ต่อไป

• ถ้าหากว่าออเดอร์ Buy ของคุณนั้นเคลื่อนที่ไปถูกทาง คุณก็จะได้กำไร

ข้อควรรู้ของการทำ Hedge

1. การทำ Hedge ดูเหมือนจะเสียค่าคอมมิชชั่น 2 รอบ แต่ถ้าคุณเลือกโบรกเกอร์ดีๆ เช่น ที่มีสเปรดน้อยๆ ถ้าทำ Hedge ไปซักพักจะพบว่าค่าคอมมิชชั่นหรือ สเปรด โดยรวมทั้งการซื้อและขายที่ Hedging ไว้จะน้อยกว่าการเทรดทางเดียวของโบรกบางโบรกเสียด้วยซ้ำ(มันหักลบจาก สเปรดทางบวก และลบ) ซึ่งผมมองว่าต่อให้เสียค่าคอมเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าล้างพอร์ตครับ

2. การ Hedge จะใช้ในการเปิด หลังจากเปิดไม้แรกไปแล้วเกิดการผิดทางที่คิดไว้ อาจจะเกิดทะลุแนวรับหรือแนวต้านในกราฟ โดยทำเพื่อลดความศูนย์เสีย และคิดว่าสักพักกราฟจะวิ่งกลับมาราคาเดิมภายหลัง

เช่น เมื่อเราซื้อ Buy ไว้เพื่อรอให้ราคาขึ้นแต่เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นราคากลับตกลงมาต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ buy ไว้ เราสามารถทำ Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ไม่ให้มากไปกว่านี้ครับ                    

สรุปเรื่อง Hedge คืออะไร

เห็นไหมครับว่าการทำ Hedging นั้นมีประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว สำหรับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจหรือการที่เทรดเดอร์ไม่มั่นใจในการเปิดออเดอร์ในขณะนั้น แต่การใช้วิธีนี้ก็ไม่ใช่จะมีประโยชน์อย่างเดียว เพราะมันก็จะมีผลตามมาเช่นกัน อย่างเช่นค่า Spread (สเปรด) ที่เพิ่มขึ้น

ถ้ามีการปรับตัวของราคาเกิดขึ้น คุณก็สามารถใช้กลยุทธ์ Hedging นี้เพื่อทำกำไรได้ แต่ถ้าราคาไม่มีการปรับตัว คุณก็อาจจะสูญเสียกำไรส่วนหนึ่งที่คุณควรจะได้รับไป นั่นเองครับ

สามารถติดตามเราเพิ่มเติม ได้ที่เพจ Forexregis.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น